ตารางแสดงคุณสมบัติของพลาสติกแต่ละชนิด

ตารางแสดงคุณสมบัติของพลาสติกแต่ละชนิด

ถุงพลาสติกแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร?

HDPE (High-Density Polyethylene)

ถุงพลาสติกชนิด HDPE หรือ High-Density Polyethylene เป็นวัสดุในกลุ่มโพลีเอทิลีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลหนาแน่นและมีการแตกแขนงต่ำ (linear polymer) โดยมีสูตรหน่วยซ้ำทางเคมีคือ (C₂H₄)ₙ หรือ –CH₂–CH₂– ส่งผลให้วัสดุมีระดับผลึก (crystallinity) สูง ให้ความแข็งแรงเชิงโครงสร้างที่ดีแม้ใช้ความหนาของฟิล์มไม่มาก ลักษณะทั่วไปของถุง HDPE คือมีผิวสัมผัสค่อนข้างแข็ง มีความขุ่นเล็กน้อย และไม่เน้นความใส แต่สามารถให้ความทนทานต่อแรงดึงและแรงฉีกขาดได้ดีเมื่อเทียบกับน้ำหนักและต้นทุนของวัสดุ
ในเชิงกายภาพ HDPE มีค่าความหนาแน่นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.94–0.97 g/cm³ และมีค่าความต้านแรงดึง (tensile strength at yield) อยู่ในช่วงประมาณ 25–30 MPa ซึ่งค่าที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตฟิล์มและทิศทางการยืดตัวของถุง (Machine Direction และ Transverse Direction) คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ HDPE เป็นวัสดุที่ให้ความแข็งแรงคุ้มค่าต่อการใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม
HDPE มีคุณสมบัติเด่นด้านการป้องกันความชื้นและไอน้ำ (moisture barrier) สามารถช่วยรักษาสภาพของสินค้าภายในได้ดี อีกทั้งยังทนต่อสารเคมีหลายชนิด เช่น กรดและด่างในระดับอ่อน แอลกอฮอล์ และน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป ในด้านอุณหภูมิ HDPE มีจุดหลอมเหลวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 120–130°C และแนะนำให้ใช้งานต่อเนื่องไม่เกินประมาณ 80°C หรือรองรับอุณหภูมิได้ราว 90°C ในระยะสั้น วัสดุชนิดนี้มีน้ำหนักเบา ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งและการใช้วัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม HDPE ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความใสหรือความยืดหยุ่นสูง และไม่เหมาะกับการสัมผัสความร้อนสูงเป็นเวลานาน โดยทั่วไปจึงนิยมใช้เป็นถุงหูหิ้ว ถุงใส่สินค้าอุปโภคบริโภค และถุงสำหรับงานอุตสาหกรรมที่เน้นความแข็งแรงและความคุ้มค่าเป็นหลัก
HDPE

PP (polypropylene)

ถุงพลาสติกชนิด PP หรือ Polypropylene เป็นพอลิเมอร์ที่มีสูตรหน่วยซ้ำทางเคมีคือ (C₃H₆)ₙ และมีโครงสร้าง –CH₂–CH(CH₃)– โดยหมู่เมทิล (CH₃) ในโครงสร้างโมเลกุลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PP มีความแข็ง ความคงรูป และความทนทานต่อความร้อนสูงกว่าพลาสติกในกลุ่ม PE เมื่อเปรียบเทียบกับ HDPE และ PE ถุง PP จะให้ภาพลักษณ์ที่ดูเรียบเนียน ใส และเงามากกว่า จึงเหมาะกับบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการความสวยงามและการมองเห็นตัวสินค้าอย่างชัดเจน
PP มีความหนาแน่นต่ำมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 0.895–0.92 g/cm³ ทำให้ได้บรรจุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบาแต่ยังคงความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง วัสดุชนิดนี้มีจุดหลอมเหลวอยู่ในช่วงประมาณ 160–170°C ซึ่งสูงกว่า HDPE และ PE อย่างชัดเจน จึงเหมาะกับกระบวนการซีลด้วยความร้อน หรือการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับอาหารหรือสินค้าอุณหภูมิสูงในระยะสั้น ความแข็งของ PP ช่วยให้ถุงสามารถคงรูปทรงได้ดี ไม่ย้วยหรือย่นง่าย ทำให้เหมาะกับการจัดเรียงและการโชว์สินค้า
อย่างไรก็ตาม ด้วยความแข็งของโครงสร้าง PP จึงมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า PE และอาจเกิดการฉีกขาดหรือเปราะได้ง่ายขึ้นเมื่อโดนแรงพับหรือแรงกระแทกในบางทิศทาง โดยเฉพาะในสภาพอุณหภูมิต่ำใกล้หรือต่ำกว่า 0°C ถุง PP จึงมักถูกนำไปใช้กับสินค้าประเภทอาหารแห้ง ขนม เบเกอรี่ เสื้อผ้า เครื่องเขียน และสินค้าพรีเมียมที่ต้องการภาพลักษณ์สะอาด ทันสมัย และดูมีคุณภาพ
PP

PE (polyethylene)

ถุงพลาสติก PE หรือ Polyethylene เป็นวัสดุที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มและความยืดหยุ่นสูง โดยในงานบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติก คำว่า PE มักหมายถึง LDPE (Low-Density Polyethylene) หรือ LLDPE (Linear Low-Density Polyethylene) ซึ่งมีสูตรหน่วยซ้ำทางเคมีคือ (C₂H₄)ₙ เช่นเดียวกับ HDPE แต่มีโครงสร้างโมเลกุลที่แตกแขนงมากกว่า ส่งผลให้วัสดุมีความอ่อนตัวและยืดหยุ่นสูง
PE มีค่าความหนาแน่นโดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 0.910–0.940 g/cm³ และมีจุดหลอมเหลวอยู่ที่ประมาณ 105–115°C วัสดุชนิดนี้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องที่อุณหภูมิราว 80°C และรองรับอุณหภูมิได้ประมาณ 90–95°C ในระยะสั้น คุณสมบัติเด่นของ PE คือความสามารถ ในการยืดตัวสูง (elongation) สามารถรองรับแรงดึง แรงกด และแรงกระแทกได้ดีโดยไม่ฉีกขาดง่าย จึงเหมาะกับการบรรจุสินค้าที่มีรูปทรงไม่แน่นอนหรือ สินค้าที่ต้องการการปกป้องระหว่างการขนส่ง
โดยทั่วไป PE จะมีความใสในระดับดีถึงดีมาก ขึ้นอยู่กับสูตรการผลิตและความหนาของฟิล์ม อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการป้องกันความชื้นและมีความปลอดภัยต่อการใช้งานกับอาหาร อย่างไรก็ตาม PE มีความทนทานต่อความร้อนต่ำกว่า PP และมีความแข็งแรงเชิงโครงสร้างน้อยกว่า HDPE เมื่อใช้ความหนาเท่ากัน จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความนิ่ม ความยืดหยุ่น และความใส เช่น ถุงบรรจุอาหารสด ถุงน้ำแข็ง ถุงซีล ถุงแพ็กสินค้า และบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการลดความเสียหายจากการกระแทกระหว่างการขนส่ง
PE